ความเป็นมาของ MRI

       

        ภายหลังจากที่ได้มีการสร้างภาพตัดขวางของร่างกาย เพื่อให้เห็นรายละเอียดของอวัยวภายในที่เรียกว่า เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ซึ่งมีศัพท์ทางเทคนิคว่าเครื่องคอมพิวเตด โทโมกราฟ : ซี.ที. (Computed tomography: CT) ทำให้สามารถวินิจฉัยโรคต่างๆ ได้มาก อย่างไรก็ดี ถ้าเป็นภาพของเนื้อเยื่ออ่อน อาจเห็นรายละเอียดไม่ชัดเจน นอกจากนั้นเครื่อง ซี.ที.สมัยนั้นสามารถสร้างภาพแต่ตามแนวตัดขวางเท่านั้น จึงอาจเห็นรายละเอียดของอวัยวะ บางอย่างไม่ชัดเจน

 

        จากข้อจำกัดบางอย่างของ CT จึงได้มีการนำเครื่องถ่ายภาพอวัยวะโดยอาศัยพลังแม่เหล็กมาใช้ ซึ่งเครื่องดังกล่าวนี้มีชื่อเรียกทางเทคนิคว่า เครื่องแมกเนติค เรโซนานซ์ อิเมจจิง: เอ็ม อาร์ ไอ (Magnetic Resonance Imaging: MRI) ที่สามารถถ่ายภาพของเนื้อเยื่ออ่อนได้ชัดเจนดี ซึ่งสามารถให้รายละเอียดและความคมชัดเสมือนการตัดร่างกายออกเป็นแผ่นๆ ทำให้แพทย์สามารถเห็นรายละเอียดของอวัยวะต่างๆ ได้ดีขึ้น สามารถมองจุดที่ผิดปกติในร่างกายคนเราได้อย่างละเอียด อีกทั้งสามารถถ่ายภาพอวัยวะตามระนาบต่างๆ ได้ทั้งตามแนวยาวหรือตามแนวเฉียง เครื่อง MRI นี้ไม่มีรังสี สามารถตรวจได้ทุกวัยแม้เด็กแรกเกิดหรือหญิงมีครรภ์

 

           MRI ถูกค้นพบใน ค.ศ.1946 โดยนักฟิสิกส์ 2 กลุ่ม ที่ทำงานแยกกัน ไม่เกี่ยวข้องกันเลย คือ เพอร์เซล (Edward Purcell) และคณะ กับ บลอซ(Felix Bloch) การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ ของนัก ฟิสิกส์ 2 กลุ่มนี้ นำไปสู่การใช้งานที่กว้างขวาง ทั้งทางด้านการวิเคราะห์ทางเคมี ทำให้ทราบเกี่ยวกับ การจัดเรียงตัวของโมเลกุลในสารประกอบ ด้านฟิสิกส์ นำไปใช้ศึกษา การเคลื่อนตัวของโมเลกุล (Molecular  motion) ดังนั้น ค.ศ 1952 ทั้ง บลอซ และเพอร์เซล จึงได้รับรางวัลโนเบลสาขา ฟิสิกส์ ร่วมกัน

          ค.ศ. 1971 MRI เริ่มเข้ามามีบทบาททางด้านการแพทย์ โดยนายแพทย์เรมอนด์ ดามาเดียน(Raymond Damadian) ชาวอเมริกัน โดยนำมาใช้ตรวจสอบความแตกต่างของเนื้อเยื่อปกติ และเนื้องอกรุนแรง ปรากฏว่าMRI สามารถแยกเนื้อเยื่อปกติ ออกจากเนื้องอกรุนแรงได้อย่างเด็ดขาด

          ค.ศ. 1973 เลาเตอร์เบอร์ (Lauterbur) เป็นบุคคลแรกที่พยายามสร้างภาพชิ้นบางๆของแฟนตอม ที่ทำเป็นหลอดบรรจุน้ำขนาดเล็ก โดยใช้ MRI สำเร็จ ภาพที่สร้างขึ้นเป็นการแสดงความหนาแน่นของโปรตอน(Proton density)

                                                                          
      
 
     

           ค.ศ. 1976 แมนฟิลด์(Professor Sir Peter Mansfield)และแมดส์เลย์ ใช้ MRI เพื่อสร้างภาพมนุษย์ที่มีชีวิตได้เป็นครั้งแรก และพัฒนาจนกระทั่งสามารถสร้างภาพได้ตลอดทั้งลำตัว และปัจจุบัน MRI นับว่าเป็นเทคนิค การสร้างภาพที่ให้ภาพในการวินิจฉัยโรคได้ชัดเจนดี

ทั้ง เลาเตอร์เบอร์ (Lauterbur) และ แมนฟิลด์(Professor Sir Peter Mansfield) ได้รับรางวัลโนเบลสาขา การแพทย์ในปี ค.ศ 2003

          ค.ศ. 1987 Charles Dumoulin ได้สร้างภาพเพื่อดูการไหลเวียนของเลือดที่เรียกว่า Magnetic Resonance Angiography (MRA)

 
 
      MRI มีชื่อเดิมคือ Nuclear Magnetic Resonance Imaging แต่ต้องเปลี่ยนชื่อมาเป็น Magnetic Resonance Imaging (MRI)เนื่องจากเกรงว่าคนทั่วไปจะเข้าใจผิดว่า ใช้รังสี (radioactive) ซึ่งในความเป็นจริงมิได้เป็นเช่นนั้น ไม่ได้ใช้ x-rays เหมือนกับ CT-scan และไม่ได้ฉีดสาร nuclear element เครื่องตรวจโดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (เอ็มอาร์ไอ) ถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์อย่างแพร่หลายและรวดเร็วมากที่สุดเทคโนโลยีหนึ่ง ล่าสุดจากการสำรวจในปี 2002 พบว่ามีเครื่องตรวจโดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (เอ็มอาร์ไอ) ทั่วโลก 22,000 เครื่อง และมีการตรวจด้วยเครื่องมือดังกล่าวรวมทั้งสิ้นมากกว่า 60 ล้านครั้ง