MRI ต่างจาก X-RAYS อย่างไร

         ทั้ง MRI และ X-RAYS ต่างก็ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นตัวกลางในการทำให้เกิดภาพ 
แต่จะแตกต่างกันที่ความถี่ของคลื่น x-rays จะต่ำกว่ามาก จึงทำให้มีการดูดซึมสะสมในร่างกายบางส่วน 
ซึ่งหากมีปริมาณที่มากเกินไปก็อาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ ส่วนคลื่นของ mri นั้นจะใช้ความถี่ที่สูงในย่านความถี่วิทยุ ซึ่งจะมีพลังงานสูงกว่า 
สามารถทะลุทะลวงร่างกายได้มากกว่าจึงมีปริมาณตกค้างน้อยกว่า
 
 
ส่วนวิธีทำให้เกิดภาพนั้น 
x-rays จะใช้รังสีส่วนที่ทะลุผ่านวัตถุซึ่งเปรียบเหมือนเงานั้น 
มาสร้างเป็นภาพโดยใช้สารเรืองแสงและแผ่นfilm 
หรือใน CT(เอกซเรย์คอมพิวเตอร์) จะใช้สารที่จะเกิดเป็นประจุไฟฟ้าเมื่อถูกรังสี 
และนำประจุไฟฟ้านั้นไปแปลงผลด้วยคอมพิวเตอร์และสร้างเป็นภาพ 
ส่วนในกรณีของ mri นั้นจะมีการให้และรับคลื่นวิทยุเป็นช่วงๆสลับกันไป 
การให้คลื่นวิทยุเพื่อกระตุ้นโมเลกุลของไฮโดรเจนให้เกิดการสั่นสะเทือนจากนั้นจึงหยุด 
และรับคลื่นวิทยุที่สะท้อนกลับนำมาเข้าคอมพิวเตอร์เพื่อสร้างภาพ
ด้วยพื้นฐานของการได้มาของภาพนั้นก่อให้เกิดประโยชน์หลักๆ สามประการคือ 
สามารถทะลุทะลวงทุกส่วนของร่างกายได้ดี ไม่มีข้อจำกัดเรื่องความหนา 
จึงสามารถสร้างภาพได้ทุกส่วนและทุกระนาบ 
เช่นบริเวณฐานสมองซึ่งเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาท 
กระดูกสันหลังและไขสันหลังซึ่งเป็นส่วนที่ x-rays ไม่สามรถทำได้ดี 
นอกจากนี้ยังสามารถให้รายละเอียดของภาพได้มากกว่า 
เช่น เส้นประสาท เส้นเอ็น หมอนรองกระดูกสันหลัง ไขสันหลัง ความผิดปกติของเนื้อสมอง เป็นต้น 
และที่สำคัญคือไม่เจ็บและสะดวกสบายเพียงนอนนิ่งๆในท่าที่จัดให้ประมาณ 30-60 นาที 
ปลอดภัยกว่า เพราะไม่มี x-rays หรือรังสีที่จะดูดซึมตกค้างในร่างกาย 
สามารถตรวจได้ทุกวัยแม้เด็กแรกเกิดหรือหญิงมีครรภ์ 
ไม่ต้องฉีดสารทึบรังสี ซึ่งมีโอกาสเสี่ยงต่อการแพ้สูงมาก โดยเฉพาะผู้ที่แพ้อาหารทะเล 
ในการตรวจ mri บางครั้ง (ประมาณ 20% เท่านั้น) ที่จำเป็นที่จะต้องฉีดสาร Gadolinium 
เพื่อช่วยเพิ่มรายละเอียดในการตรวจ 
ซึ่งสารดังกล่าวนี้เป็นสารคนละชนิดกับที่ใช้ในการ x-rays 
และใช้ในปริมาณที่น้อยกว่า 1 ต่อ 3 
จึงทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการแพ้ยาน้อยมาก 
 
 
             ข้อด้อยของ MRI เมื่อเทียบกับ CT(เอกซเรย์คอมพิวเตอร์) 
ใช้เวลาตรวจนานกว่า เนื่องจากมีการตัดภาพในหลายระนาบ และมีจำนวนภาพที่มากกว่า CT ถึง 2-3 เท่า 
นอกจากนี้ยังเนื่องมาจากเทคนิคการตรวจ ซึ่งจะต้องมีการปรับคลื่นความถี่ให้ตรงกับอวัยวะหรือปริมาณโมเลกุลของไฮโดรเจนที่มีอยู่ในส่วนนั้นๆ เนื่องจากเป็นวิธีการตรวจโดยอาศัยโมเลกุลของไฮโดรเจน ดังนั้นในบางกรณี MRI อาจไม่สามารถมองเห็นได้ 
เช่น หินปูนเล็กๆ หรือรอยร้าวของกระดูกที่เกิดมานานแล้ว อาจมีคนไข้บางกลุ่มที่ไม่สามารถตรวจด้วยวิธีนี้ เนื่องจากในการตรวจจะต้องเข้าไปนอนอยู่ในสนามแม่เหล็กแรงสูง ซึ่งจำกัดไว้เป็นโพรงขนาดพอตัวเพื่อให้ได้คุณภาพของสัญญาณที่ดีที่สุด เช่น ผู้ที่กลัวที่แคบอย่างรุนแรง ผู้ที่มีโลหะติดในร่างกาย และแพทย์พิจารณาว่าอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อตัวคนไข้เองได้ ผู้ที่มีเครื่องกระตุ้นการทำงานของหัวใจหรืออวัยวะส่วนอื่นๆ
 
 
ตารางเปรียบเทียบการตรวจด้วยเครื่องมือทางรังสีวิทยา
 
 
บริเวณที่จะตรวจ x-ray การฉีดสี(angio) Ultrasound CT scan MRI
 สมอง  ไม่ได้ ไม่ได้ ได้เฉพาะเด็กทารก ดี ดีมาก
 กระดูกสันหลัง ได้ ไม่ได้ ไม่ได้ ดี ดีมาก
 ปอด  ได้ ไม่ได้ ไม่ได้ ดีมาก ดีมาก
 ช่องท้อง ได้ ไม่ได้ ได้เฉพาะจุด ดีมาก ดีมาก
 กระดูกข้อและเอ็น ได้ ไม่ได้ ได้ ได้ ดีมาก
 เส้นเลือดในสมอง ไม่ได้ ดีมาก ไม่ได้ ได้ ดีมาก
 เส้นเลือดใหญ่ ไม่ได้ ดีมาก ได้ ได้ ดี
 หัวใจ บอกได้เฉพาะขนาด ดีมาก ดีมาก ได้ ดีมาก
 ลำไส้และกระเพาะอาหาร ได้ด้วยการกลืนแป้ง ไม่ได้ ไม่ได้ ได้ ไม่ได้
 โพรงจมูก ได้ ไม่ได้ ไม่ได้ ดีมาก ดีมาก
 ตาและเส้นประสาท ไม่ได้ ไม่ได้ ไม่ได้ ได้ ดีมาก