ชาวฟาสต์ฟู้ดระวังเสี่ยงถุงน้ำดีอักเสบ

ถุงน้ำดีอักเสบ (Choleycystitis) เกิดจากการอักเสบของถุงน้ำดีที่เป็นอวัยวะขนาดเล็กอยู่ตรงบริเวณท้องด้านขวาใกล้ตับ ในภาวะปกติน้ำดีจะช่วยเรื่องการย่อยอาหารโดยเฉพาะสารอาหารจำพวกไขมัน ลักษณะการทำงานของน้ำดีจะไหลผ่านถุงน้ำดีไปยังลำไส้เล็ก หากเกิดการอุดตันของทางเดินน้ำดีจะส่งผลให้ถุงน้ำดีบวม อักเสบ และเกิดอาการปวดได้ การอุดตันของทางเดินน้ำดีมักมีสาเหตุมาจากนิ่วอุดตันในท่อถุงน้ำดี การติดเชื้อในกระแสเลือด เลือดไหลไปเลี้ยงถุงน้ำดีได้น้อย ปัญหาเกี่ยวกับเนื้องอก หรือได้รับบาดเจ็บจากการประสบอุบัติเหตุ

ถุงน้ำดีอักเสบจัดเป็นปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงโดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้ป่วยโรคนี้จำเป็นต้องได้รับการรักษาทันทีเนื่องจากถุงน้ำดีอักเสบอาจกลายเป็นปัญหาสุขภาพเรื้อรังได้หากไม่เข้ารับการรักษา หรือปล่อยทิ้งไว้จนมีอาการอักเสบซ้ำอีกครั้ง หากผู้ป่วยยังเพิกเฉยต่อร่างกายไม่เข้ารับการรักษาให้หายอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอย่าง “ถุงน้ำดีแตก” ซึ่งเป็นภาวะร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

อาการของถุงน้ำดีอักเสบ

  • ปวดบริเวณท้องส่วนบนด้านขวาหรือตรงกลางซึ่งมักปวดไม่น้อยกว่า 30 นาทีโดยผู้ป่วยจะรู้สึกปวดเสียด ปวดบีบ หรือปวดตุบ ๆ
  • อาการปวดท้องร้าวไปที่หลังหรือบริเวณใต้สะบักด้านขวา
  • อาการปวดแย่ลงเมื่อหายใจลึก ๆ
  • เกิดอาการปวดท้องหลังรับประทานอาหาร โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหารในปริมาณมากหรือรับประทานอาหารที่มีไขมันเยอะ
  • รู้สึกระบมที่ท้องด้านขวาเมื่อกดบริเวณท้องจะปวดมาก และมีอุจจาระออกสีเทาคล้ายดินโคลน
  • ท้องอืด คลื่นไส้ อาเจียน
  • มีไข้ขึ้นสูง เหงื่อออก
  • เบื่ออาหาร
  • ผิวและตาขาวมีสีเหลืองคล้ายดีซ่าน

ความเสี่ยงของถุงน้ำดีอักเสบ

  • อายุ 40 ขึ้นไป
  • พบมากในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย
  • ชอบประทานอาหารที่มีไขมันสูงและมีใยอาหารต่ำ
  • ภาวะอ้วน
  • การลดน้ำหนักตัวอย่างรวดเร็ว
  • การกินยาลดไขมันในเลือดบางชนิดโดยเฉพาะยาโคลไฟเบรต (Clofibrate)
  • โรคเบาหวาน
  • ภาวะเม็ดเลือดแดงแตกเรื้อรัง เช่น ธาลัสซีเมีย

แนะนำตรวจ MRI Upper Abdomen + MRCP (ช่องท้องส่วนบนและระบบท่อน้ำดี) เพราะสามารถตรวจดูความผิดปกติของเนื้อเยื่อและก้อนต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดีทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างถูกต้องแม่นยำ